เป็นธรรมดาที่เราอ่านหนังสือของฝ่ายใดแล้วเราก็จะได้รับรู้ข้อมูลของอีกฝ่าย ทั้งนี้จะเป็นข้อมูลจริงหรือไม่จริงก็ไม่อาจจะทราบได้ แต่นั่นก็แสดงถึงเป้าหมายที่ชัดเจนพอสมควรของคนเขียนและคนทำหนังสือ
ผมได้มีโอกาสเที่ยวท่องไปบนโลกไซเบอร์ ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทุกรูปแบบ โดยอาศัยความสามารถเฉพาะตัวเล็กๆน้อยๆ
ยิ่งเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าไปมากประชาชนก็ดูเหมือนว่าจะคิดอะไรไม่ค่อยออกกันมากขึ้น (รวมทั้งผมด้วย) สิ่งต่างๆที่ง่ายๆผู้คนก็พากันทำให้ยากลำบากไปหมด ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ จนไปถึงเรื่องใหญ่ๆ ตั้งแต่คนเริ่มเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง จนถึงผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ผมก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น
สงสารหนุ่มกระบี่ ที่อาวุธแข็งตัวจนต้องเข้าโรงพยาบาล ก็กลับกลายเป็นข่าว 10 บาทไปทั่วบ้านทั่วเมือง ผมไม่ทราบว่า คนทำหนังสือ คนหาเรื่องมาทำหนังสือ หรือ แม้กระทั่ง ผู้อำนวยการ บริษัท ได้เรียนหนังสือกันมาบ้างหรือเปล่า เรื่องที่ควรเขียน เรื่องที่ควรตีแผ่ กลับไม่ทำ แต่กลับไปทำแต่เรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ เช่น วัยรุ่น นครศรี รุมเรียงคิว แมว อายุ 7 เดือน หรือ วัวเยี่ยวไม่ออก เป็นต้น
คนไทยภูมิใจหนักภูมิใจหนาว่า ไทย ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นไคร จนกระทั่งทุกๆวันนี้ก็ยังภูมิใจอยู่ แต่ไครบ้าง ที่จะรู้ว่าความจริงแล้ว ความภาคภูมิใจนั้นหาได้น่าภูมิใจไม่ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
ยกตัวอย่าง กรณีแรก โจรมารุกรานบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งมีสมบัติมาก เจ้าของบ้าน เห็นโจรมาอาวุธครบมือ ก็เกรงกลัว ต้องแบ่งสมบัติให้โจรไป เพื่อไม่ให้โจรเผาบ้าน
กรณีที่สอง โจรกลุ่มเดิมก็ไปปล้นบ้านอีกหลังหนึ่ง แต่คราวนี้ เจ้าบ้าน ยิ่งโจรตายหมด หลายวันต่อมา
เจ้าของบ้านทั้งสองบังเอิญมาพบกัน และเล่าเรื่องโจรกลุ่มนั้น โดยผู้ที่กล่าวขึ้นก่อนนั้น เป็นเจ้าบ้านหลังแรก เขาโม้ใหญ่เลยว่า บ้านเราไม่โดนเผาเพราะเรายกสมบัติให้โจรไปหมดเลย
...
ถ้าเรา เยาวชนรุ่นใหม่ ยังยึดติดกับสิ่งเดิมๆ ผมรับรองว่า อนาคต จะไม่มีสิ่งใดที่ทำให้ภาคภูมิใจ ยกเว้นเรื่อง คนไทย ร้องให้เก่งที่สุดในโลก
วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น