วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552

Suppose

ท่านอ่านคำนี้ว่าอย่างไร " มติ " หลายคนคงอ่านว่า มะ - ติ และคงไม่มีไครอ่านว่า มุด ยกเว้นคนที่ไม่อ่าน เพราะไม่มีความมั่นใจว่าอ่านออก
แล้วคำนี้ล่ะ " สมมติ " หลายคนคงอ่านว่า สม-มุด แต่ผมก็ยังงง ว่า มันอ่านว่า สมมุด ได้อย่างไร?
สงสัยอยู่หลายวัน เพราะอ่านหนังสือหลายเล่ม ก็เขียน สมมติ แต่สำหรับหนังสือเก่าๆแล้วจะใช้คำว่า สมมุติ ทั้งสิ้น
ผมลองใช้โปรแกรมแปลภาษาดู โดยพิมพ์ สมมติ และ สมมุติ ปรากฎว่า ผลที่ได้มีค่าเหมือนกัน
จึงสรุปว่า

คนที่ใช้ สมมติ จะเป็นคนที่ประหยัด ส่วนคนที่ใช้ สมมุติ จะเป็นคนสิ้นเปลือง
แต่ผมก็ใช้สมมุติ เพราะ ผมไม่อ่าน มติ ว่า มุด

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

คิดแบบเด็กๆ

ท่านเคยเห็นการชักนำฝูงชนมารวมตัวกันแล้วทำตามผู้นำมั้ย? และมักจะมี 2 ฝ่ายเสมอ
ผมนึกถึงตอนสมัยเด็กๆ สมัยนั้น ตัดสินกันด้วยกำลัง ชกต่อยตัวต่อตัว ผู้แพ้จะเป็นฝ่ายยอม ส่วนผู้ชนะจะเป็นฝ่ายถูก

ถ้าเราสมมุติให้ ผู้ใหญ่หรือผู้นำที่ขัดกันนักขัดกันหนา มาชกต่อยกันตัวต่อตัวบนโลก โดยที่ไม่มีไครห้ามปรามและช่วยเหลือ ท่านคิดว่าเขาจะชกต่อยกันไหม? เขาจะรบกันไหม? หรือสมมุติว่า ถ้าเกิดสมมุติให้ โลกนี้ไม่มีทรัพยากร ไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีการแบ่งชนชั้น ไม่มีคนรวย ไม่มีคนจน ไม่มีไครอด ไม่มี ไครดี ไม่มีไครชั่ว ทุกคนเท่าเทียมกันหมด เขาจะรบกันไหม? หรือ ส่งผู้นำที่อยู่บนโลกแล้วรบกันนักรบกันหนา จับมาทั้ง 2 คน ให้เสื้อผ้าชุดเดียวทั้ง 2 คน น้ำ 1 ขวด ผ้าห่ม 1 ผืน แล้วส่งขึ้นดวงจันทร์ด้วยยานอวกาศ ท่านคิดว่า คนทั้งสอง จะรบกันเหมือนตอนอยู่บนโลกไหม ?

โพลโง่ๆ

ผมจะขอถามแบบเด็กๆ
ผู้มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนทั้งหลายที่ผ่านมาอ่านเรื่องที่ผมเขียนนี้ รู้สึกอย่างไรกับการที่ลูกตาสียายมี อายุ 20-28 ปี ต้องไปตายวันละ 4-5 คน?
และท่านคิดว่า รัฐบาล ทำอะไรกันอยู่? และ ท่านทั้งหลายคิดว่า รัฐบาลสมควรแก้ไขเรื่องใดก่อน ระหว่าง นำตัวอดีตผู้นำมาดำเนินคดี กับ แก้ไขปัญหาการแตกแยกระหว่างอารยธรรมภาคใต้อย่างตั้งใจ ?

เพื่อนของผม รุ่นเดียวกับผม อยู่โรงเรียนเดียวกันกับผม วันนี้เขาเป็นทหาร และโดนตัดหัว ถ้าสมมุติให้เขาเป็นบุตรชายของ ท่าน สุเทพ เทือกสุบรรณ หรือ ท่าน รตอ.เฉลิม อยู่บำรุง ท่านคิดว่า จะเป็นอย่างไร ? และถ้าเขาเป็นลูกตาสียายมี เช่นที่เขาเป็น เขาจะเป็นอย่างไร? ( เฉลย : ยายมี ได้เงิน 60000 บาท ธง 1 ผืน และ ชุดทหารของเพื่อนผม )

แล้วผมจะเลือกพรรคไหนดี?

พรรคกฤษไทยมั่นคง
พรรคกสิกรไทย
พรรคกิจสังคม
พรรคเกษตรไทย
พรรคเกษตรกรแรงงานไทย
พรรคความหวังใหม่
พรรคคุณธรรม
พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย
พรรคเงินเดือนประชาชน
พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรคชาติสามัคคี
พรรคชีวิตที่ดีกว่า
พรรคดำรงไทย
พรรคต้นตระกูลไทย
พรรคทางเลือกใหม่
พรรคแทนคุณแผ่นดิน
พรรคเทียนแห่งธรรม
พรรคไทเป็นไทเดิมชื่อ พรรคคนขอปลดหนี้ และ พรรคเกษตรมหาชน
พรรคไทยช่วยไทย
พรรคไทยมั่นคง
พรรคไทยรวมไทย
พรรคไทยร่ำรวย
พรรคธรรมชาติไทย
พรรคธรรมาธิปัตย์
พรรคธรรมาภิบาลสังคม
พรรคธัมมาธิปไตย
พรรคนิติศาสตร์ไทย
พรรคนำวิถี
พรรคแนวสังคมประชาธิปไตย
พรรคประชากรไทย
พรรคประชาชาติไทย
พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชามติ
พรรคประชาราช
พรรคเผ่าไท
พรรคพลเมืองไทย
พรรคพอเพียง
พรรคพลังเกษตรกร
พรรคพลังแผ่นดิน
พรรคพลังแผ่นดินไท
พรรคพัฒนาประชาธิปไตย
พรรคเพื่อนเกษตรไทย
พรรคเพื่อแผ่นดิน
พรรคเพื่อฟ้าดินเดิมชื่อ พรรคสหกรณ์
พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อประชาชน
พรรคภูมิใจไทย
พรรคมวลชน
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
พรรครวมพลังไทย
พรรครักเมืองไทย
พรรครักษ์ถิ่นไทย
พรรครักษ์ไทย
พรรคราษฎรรักไทย
พรรคแรงงาน
พรรคศรีสยาม
พรรคศิลปิน
พรรคสยาม
พรรคสยามสันติ
พรรคสังคมไท
พรรคสังคมธิปไตย
พรรคสันติภาพไทย
พรรคสู้เพื่อไทย
พรรคเสรีประชาไทย
พรรคเสียงประชาชน
พรรคอนุรักษ์นิยม
พรรคอนาคตไทย
พรรคอยู่ดีมีสุข
พรรคอุดมรัฐ
พรรคเอกภาพ
พรรคเอกราช

ก็ว่ากันไปอีก

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมและเพื่อนได้ Present โปรเจ็ค ซึ่งสำเร็จลงได้โดยราบรื่นตามอัตภาพ โดยการ Present จะมีทั้งหมด 3 ครั้ง รวมสอบด้วย โดยทุกๆครั้งที่ผ่านมานั้น กลุ่มของผม จะมีอาจารย์ท่านหนึ่ง ( ไม่ใช่อาจารย์ที่ปรึกษาโปรเจ็ค ) ว่ากล่าวตักเตือนทุกเรื่อง ซึ่งผมก็มิได้เดือดเนื้อร้อนใจประการใดกับเรื่องที่โดนดุดังกล่าว เพียงแต่ว่าผมไม่อยากเสแสร้งแกล้งทำในสิ่งที่ผมเห็นว่าขัดกับความคิดของผม ฉะนั้น ผมจึงโดนด่าเรื่อยมา เพราะเรื่องทำ Power point ไม่สวยบ้าง คนอื่นอ่านไม่เห็นบ้าง สีไม่ตัดกันบ้าง ไม่เซ็นชื่อในรายงานบ้าง หรือ ลายเซ็น ตอนเข้าชั้นเรียนไม่เหมือนกันบ้าง
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะผมคือศิลปิน ผมไม่ชอบคิดตามคนอื่น ผมยอมโดนว่ากล่าว ดีกว่าที่จะเสียความเป็นตัวของผมไป เพราะผมมั่นใจว่า ผมได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วและที่สำคัญคือ ผมไม่ได้เบียดเบียนคนอื่นและตนเองทั้งทางร่างกายและความคิด
งานของผมที่ได้รับมอบหมายจะเสร็จเรียบร้อย(สำหรับผม)เสมอทันเวลา ซึ่งแน่นอน อาจารย์ที่ปรึกษาก็เข้าใจทุกอย่างเกี่ยวกับผม และแน่นอนอีกเหมือนกันว่า อาจารย์ที่ปรึกษาของคนอื่นก็เข้าใจในตัวนักศึกษาในความรับผิดชอบดูแลของคนอื่นเช่นกัน ที่ผมเชื่อดังนี้ เพราะ ไม่ว่าผมและเพื่อน จะตั้งใจทำให้ดีแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่วายที่จะโดนเบียดเบียนความคิด ไม่เว้นแม้แต่การเปิดปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งผมคิดว่า การที่ผมมีชีวิตอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ ผมก็น่าจะทำถูกต้องแล้ว เพราะสิ่งนั้นผมก็มีมันในครอบครอง และผมก็ได้ศึกษาการใช้งานอย่างดีแล้ว จากคู่มือของผู้ผลิต
แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอกครับ ผมแค่สงสัยว่า ทำไมผู้ใหญ่ที่มีอำนาจทางคุณวุฒิ บางท่าน ถึงยึดถือตัวเองเป็นหลัก ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเลย เพราะผมเป็นวัว ซึ่งโดนล่ามติดไว้กับหลักนั้นในห้วงเวลาหนึ่ง และความยาวเชือกก็ไม่ได้ยาวมากมายพอที่จะให้วัวอย่างผมจะเดินออกไปไกลๆเพื่อกินหญ้าใหม่ๆได้
เมื่อมีการยื่นยติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ผมก็ได้มีเวลานั่งดู และได้เห็นว่า Power point ของ ส.ส. คนหนึ่ง ตัวเล็กมาก มองไม่เห็น(เลย) ผมก็คิดว่า คงเป็นกรณีเดียวกับผม คือ ความละเอียดของจอที่ผมใช้คือ 1680 x 1050 แต่เมื่อนำมาเปิดกับ Projector จะมองไม่ชัด เพราะความละเอียดแค่ 800 x 600 เท่านั้นเอง ผมก็เลยพิสูจน์ โดยการแอบมองผ่านช่องหน้าประตูของอาจารย์คนนั้น จึงเห็นว่า เขาใช้จอที่มีความละเอียดแค่ 1024 x 768 เท่านั้น ผมจึงเข้าใจแล้วว่า เหตุใด ผมและเพื่อน จึงโดนด่าในเรื่องการทำ Power point ทุกครั้งไป

ดูหนัง

เมื่อวานนี้ ได้มีโอกาสเช่า DVD มาดู 1 เรื่อง ซึ่ง น่าสนใจมาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิด มันคือเรื่อง The day the earth stood still มีใจความสำคัญโดยย่อๆดังนี้
ช่วงศตวรรษที่ผ่านมา มนุษย์ล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติและทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างหนักระบบการศึกษาก็ปลูกฝังว่าโลกเป็นของเรา และเราจะทำอย่างไรกับของที่เป็นของเราก็ได้กลุ่มอารยธรรมต่างดาวเล็งเห็นว่า ไม่สามารถเพิกเฉยปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปแบบนี้เพราะดวงดาวที่อาศัยได้มีอยู่จำกัด จะปล่อยให้เผ่าพันธุ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่งทำลายมันลงไปไม่ได้หลังส่งสายสืบแฝงตัวเก็บข้อมูลบนโลกนานกว่า 70 ปี พบเห็นการกระทำสิ้นหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนได้ข้อสรุปว่า ถ้าเผ่าพันธุ์มนุษย์ยังอยู่ โลกไม่รอด แต่ถ้าเผ่าพันธุ์มนุษย์สูญสิ้น โลกจะรอดกลุ่มอารยธรรมต่างดาว มีมติให้ปฏิบัติการณ์ช่วยโลกและสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นเท่าที่ทำได้พร้อมส่งตัวแทนมาเจรจากับผู้นำของมนุษย์เป็นการให้โอกาสสุดท้ายก่อนเริ่มต้นปฏิบัติการณ์
การกระทำของมนุษย์ ไม่อาจแยกตัดขาดจากสิ่งแวดล้อมได้ แต่ ระบบการศึกษาในปัจจุบันสอนให้แยกคิดเป็นส่วนๆ จนยากที่จะมองเห็นความเชื่อมโยงของแต่ละเรื่องได้อย่างกว้างไกล ใครที่เห็นด้วยกับวิธีการเผาบ้านฆ่าหนู ก็คงจะต่อว่าการกระทำของอารยธรรมต่างดาวลำบากเพราะเขาก็ใช้วิธีการกำจัดหนึ่งเผ่าพันธุ์เพื่อรักษาโลกและเผ่าพันธุ์อื่นๆ นับล้านให้คงอยู่ต่อไป แม้ผมจะพยายามเข้าข้างเผ่าพันธุ์ของตัวเองว่ามนุษย์ยังมีด้านดีๆ ที่สวยงามให้มองดูอีกมากแต่ผมก็เชื่อว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาจริงๆ มนุษย์ก็คงทำอะไรที่ดูงี่เง่าเหมือนในหนังแน่ครับ

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552

กฎหมายของลูกนายทุน

ประเทศที่พัฒนาแล้ว จะส่งเสริมให้คน คิด และทำ สิ่งประดิษฐ์ ออกมา เพื่อสร้างชื่อเสียง อาชีพ และรายได้ก็จะตามมาเอง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรต่างๆ หรือแม้แต่อาวุธป้องกันตัว
ทำไมเมืองไทยไม่ส่งเสริมบ้าง? คนไทยมีความสามารถสูงมาก มีภูมิปัญญา แต่โดน รัฐ ( รัด-ถะ ) เอาเปรียบ กะแต่จะเอาภาษีอย่างเดียว เพื่อเป็นเงินเดือนเลี้ยงให้ชนชั้นกลาง
ไครทำอะไร ก็เขียนกฎหมายมาบังคับหมด เช่น ปืน คนไทยมีฝีมือทางช่างพื้นบ้าน ปืนที่ชาวบ้านทำ มีความแม่นยำสูงเทียบเท่ากับปืนพื้นบ้านที่นำเข้าจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งของต่างประเทศ ทั้งๆที่ถ้าชาวบ้านไทยทำเอง ราคาจะอยู่ราวๆ 3700 บาท แต่ถ้านำเข้า จะอยู่ที่ 40000+ บาท
รถ ชาวบ้านที่จบการศึกษาด้านเครื่องยนต์กลไกมีมาก แต่ขาดการสนับสนุนจากรัฐ ไครทำรถใช้เอง ผิดกฎหมาย เพราะไม่ปลอดภัย ( ปกติคนทำจะรู้ขีดความสามารถโดยสัณชาติญาณอยู่แล้ว ) ต้องซื้อเท่านั้น ถึงจะไม่ผิดกฎหมาย แม้ว่าจะชนแล้วตายทั้งคัน ก็เหอะ รถหรูๆ ราคา 60 ล้าน ( ภาษีนำเข้า ร้อยละ 300 ) ผมคิดว่าถ้าคนไทยทำ ราคาอยู่ราวๆ 2 ล้าน อย่างสูง แต่ทำไม่ได้ ผิดกฎหมายที่นักการเมืองลูกน้องนายทุนเขียนขึ้น ผมคิดว่า อีกไม่นาน คงมีกฎหมาย ห้ามผู้ชายช่วยตัวเองโดยที่ไม่ใส่ถุงยาง เพราะต้องเสียภาษีถุงยางให้กับชนชั้นกลางอีก
หรือมีกฎหมาย ไปขอเมียแต่งงาน ต้องจ่ายภาษี 7 % ของเงินตก
คงจะบ้ากันทั้งเมือง

สีแดง คือ ชาติ

เท่าที่ผมจำความได้ ตั้งแต่เด็กๆ ก็เห็นการเลือกตั้ง การบริหาร มาเป็นระยะๆ แต่ด้วยความเป็นเด็ก ก็เล่นไปตามประสา และคิดว่าเรื่องแบบนี้มันใหญ่เกินไปสำหรับเด็กอย่างผม
แต่ที่ผมภูมิใจมากที่สุด คือการบริหารของรัฐบาลสมัยหนึ่ง ที่ช่วงนั้นผมสอบเข้า ม.4 พอดี และเลยมาจนถึงผมเข้ามหาวิทยาลัย
ตอน ม.2 รัฐบาลอีกชุด บริหารบ้านเมือง ช่วงนั้น ผมเอายางพาราไปขายได้กิโลกรัมละ 18 บาท ซึ่งไม่ค่อยมีเงินพอกินพอใช้ ช่วงนั้นผมคิดว่าอะไรๆก็แพงไปหมด
เมื่อผมอยู่ ม.4 ม5 ม6 ปี 1 ก็ไม่ค่อยลำบากมากนักเพราะถึงของอื่นจะแพงแต่ถึงอย่างไร สินค้าเกษตรก็ราคาสูงมาก จึงไม่ค่อยลำบากนัก
ตอนนั้นผมก็เลือกผู้นำคนนั้น ซึ่งผมเห็นว่า ควรจะลองดู เพราะความเช่อมั่นในตนเอง ความเป็นผู้นำ และ ความฉลาด ก็เป็นไปตามผมคาดหวัง เขาได้เป็นผู้นำ ผมภูมิใจมากเมื่อเห็นผลงานทุกๆอย่างที่เขาทำ ทุกอย่างเป็นไปตามลำดับขั้น ตั้งแต่สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้คนที่ไม่มีงานทำ ส่งเด็กไปเรียนอย่างสูงที่สุดซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลไหนเคยทำ และเป็นสมัยแรกที่เด็กๆรุ่นผมได้เรียนหนังสือหมดทุกคน ไม่มีไครที่ไม่มีการศึกษา น้องสาวผมก็พลอยได้โชคดีไปด้วย เนื่องจาก อักษรตัวแรกตรงกับผู้นำ ก็เลยได้สิทธิ์ รักษา ฟรี
ทุกๆอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น ไม่มียาบ้าในหมู่บ้านเลย ทั้งๆที่เคยมีแพร่หลายมาก ( แต่ทุกวันนี้ก็แพร่หลายเหมือนเดิม ) ไม่มีตำรวจจับหมวกกันน๊อค ไม่มีโจรลักขโมย มีการโยกย้ายตำรวจ มีข่าวฆ่าตัดตอน มีข่าวจับไม้เถื่อน เยอะแยะ ผมชอบมาก โดยเฉพาะ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ( แต่มีคนเรียนหนังสือจบปริญญาเอก บอกผมว่า โครงการนี้ ล้มเหลวที่สุด )
ยิ่งโดยเฉพาะ ตอนที่แถลงข่าว ชำระหนี้ IMF หมดก่อนกำหนด ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าไครกู้หนี้ชุดหนี้มากี่คน
ผมขนลุกวาวด้วยความเป็นเด็ก แต่เห็นวันนี้ สุดหล่อก็ผ่านร่างกู้เงินต่างชาติมาอีกแล้ว ซึ่งไม่ทราบว่าจะให้ไครมาใช้หนี้ให้อีก
ผมขอพูดด้านดี เพราะ อาศัยคำของพระพุทธทาส ที่ท่านกล่าวว่า จงเลือกเอาส่วนที่ดี เขามีอยู่
ส่วนด้านเสีย ผมคิดว่า มันน้อยนิดมาก เมื่อเทียบกับทุกวันนี้ คนแบ่งเป็น 10 ฝ่าย ทุกๆอย่างกลับคืนสู่ช่วงเวลาที่ผมอยู่ ม.2
ผู้คนสนใจเรื่องคนอื่น ไม่สนใจประโยชน์แท้แท้จริงของตนเอง จนทำให้เกิดวิกฤติ
ผมสงสัยแบบเด็กๆว่า ถ้าไม่มีเงินสนับสนุน ไม่มีผู้สนับสนุน ไม่มีอาหารแจก ( ดังเช่น พระอรหันต์ 1250 รูป ชุมชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ) จะมีผู้ชุมนุมที่แท้จริงกี่คน ถ้าสมมุติให้คนชั้นกลางที่รับเงินเดือนของคนชั้นล่างอย่างสบายๆ ต้องตื่นขึ้นมากรีดยาง หรือ แทงปาล์ม หรือ ดำนา หรือ เลี้ยงวัว

......

เหตุการณ์ในหมู่บ้านที่เกิดทุกๆอย่าง มีหรือ ที่นายบ้าน จะไม่รู้ นอกเสียจากว่า ไม่รู้ไม่ชี้

แร้งบนหัวเองไม่เห็น เห็นแมงวันบนหัวเพื่อน

ผมเดินผ่านห้องบุคคลท่านหนึ่ง ซึ่งหน้าห้อง เขียนไว้ว่า ตัวอย่างที่ดี มีค่ากว่าคำสอน ก็บังเอิญได้นึกถึงเรื่องของเพื่อนผม ซึ่งผมจะได้กล่าวดังต่อไปนี้

มีครอบครัวครอบครัวหนึ่ง ประกอบด้วย พ่อ แม่ และ ลูกๆ จำนวน 2 คน โดยลูกคนโตเป็นผู้ชาย ซึ่งปีนี้ก็อายุย่างเข้า พอจะขึ้นอนุบาล 2
เย็นวันหนึ่ง ผู้เป็นพ่อกลับมาจากทำงาน โดยในมือถือถุงเครื่องเกมส์ แฟมมิลี่ มา 1 เครื่อง โดยซื้อมาเพื่อเล่นกับลูกชาย หลายวันต่อมา ด้วยความที่ลูกชายอนุบาล 2 เล่นเกมส์จนติด ผู้เป็นพ่อก็คว้าเครื่องเกมส์แล้วเขวี้ยงทิ้ง จนพัง ลูกชายจึงอดเล่นเกมส์กับพ่อ
ลูกชายโตขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ผู้เป็นพ่อสอนทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต ความซื่อสัตย์ และเรื่องอื่นๆ ลูกชายโตขึ้นเรื่อยๆควบคู่กับการเล่นเกมส์มาเรื่อยๆ พ่อก็แก่ลงเรื่อยๆ จนลูกชาย เข้ามหาวิทยาลัยได้ และเล่นเกมส์ จนต้องออกจากมหาวิทยาลัยในปีแรก ซึ่งขณะเดียวกันนั้น พ่อซึ่งสอนเรื่องความซื่อสัตย์ให้กับลูกชายก็ไปมีเมียน้อยพอดี แต่โชคดี ที่ลูกชายยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอ จึงสามารถเข้าเรียนได้อีกครั้งหนึ่ง ส่วนครอบครัวก็บ้านแตก สาแหรกขาด เพราะผู้เป็นพ่อ ซึ่ง ไม่ชอบที่ลูกเล่นเกมส์มากทั้งๆที่พ่อซื้อเกมส์มาให้ลูกเล่นเป็นคนแรก และ สอนลูกให้ซื่อสัตย์ รักครอบครัว แต่ตัวเองกลับไปมีเมียน้อยเอง

ก็คงจะเป็นอย่างนี้กันเยอะ
โดยเฉพาะไอ้ตัวที่มองตัวเองแล้วไปมองคนอื่น แล้วกลับมามองตัวเองอีกครั้งพร้อมกับเอ่ยในใจว่า กูมีกว่ามึง แต่ปากบอก ไม่ครับ ผมไม่ใช่คนอย่างนั้นครับ พ่อแม่พี่น้อง ผมทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อปากท้องพ่อแม่พี่น้อง
ถ้าเป็นอย่างที่ปากมันบอกจริง เด็กๆสาวๆแถวเหนือแถวอีสาน คงจะไม่มานุ่งน้อยห่มน้อยบางเวลา อยู่ที่ภาคใต้หรอกครับ
ที่ผมพูดเพราะหลายเดือนก่อน ผมได้ไปกินข้าวที่ร้านอาหารราคาแพงแห่งหนึ่งกับคนคนหนึ่ง ซึ่งอาวุโสกว่าผม เมื่อไปถึงร้าน ผมก็เข้าไปนั่ง เก็หันไปเห็น คนแก่ หัวขาวเพราะผมหงอก 2 คน นั่งเอาหัวซุกไซ้อยู่กับเด็กสาว ( ผมกะว่า อายุน่าจะไม่เกิน 17 ปี )นุ่งห่มสั้น จำนวน 2 คน ซึ่งแต่งหน้า ทาปาก ผมเดาว่าเขาไม่ได้เรียนหนังสือเท่ากับคนแก่สองคนนั้นแน่นอน

2000

เป็นธรรมดาที่เราอ่านหนังสือของฝ่ายใดแล้วเราก็จะได้รับรู้ข้อมูลของอีกฝ่าย ทั้งนี้จะเป็นข้อมูลจริงหรือไม่จริงก็ไม่อาจจะทราบได้ แต่นั่นก็แสดงถึงเป้าหมายที่ชัดเจนพอสมควรของคนเขียนและคนทำหนังสือ
ผมได้มีโอกาสเที่ยวท่องไปบนโลกไซเบอร์ ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทุกรูปแบบ โดยอาศัยความสามารถเฉพาะตัวเล็กๆน้อยๆ
ยิ่งเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าไปมากประชาชนก็ดูเหมือนว่าจะคิดอะไรไม่ค่อยออกกันมากขึ้น (รวมทั้งผมด้วย) สิ่งต่างๆที่ง่ายๆผู้คนก็พากันทำให้ยากลำบากไปหมด ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ จนไปถึงเรื่องใหญ่ๆ ตั้งแต่คนเริ่มเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง จนถึงผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ผมก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น
สงสารหนุ่มกระบี่ ที่อาวุธแข็งตัวจนต้องเข้าโรงพยาบาล ก็กลับกลายเป็นข่าว 10 บาทไปทั่วบ้านทั่วเมือง ผมไม่ทราบว่า คนทำหนังสือ คนหาเรื่องมาทำหนังสือ หรือ แม้กระทั่ง ผู้อำนวยการ บริษัท ได้เรียนหนังสือกันมาบ้างหรือเปล่า เรื่องที่ควรเขียน เรื่องที่ควรตีแผ่ กลับไม่ทำ แต่กลับไปทำแต่เรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ เช่น วัยรุ่น นครศรี รุมเรียงคิว แมว อายุ 7 เดือน หรือ วัวเยี่ยวไม่ออก เป็นต้น
คนไทยภูมิใจหนักภูมิใจหนาว่า ไทย ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นไคร จนกระทั่งทุกๆวันนี้ก็ยังภูมิใจอยู่ แต่ไครบ้าง ที่จะรู้ว่าความจริงแล้ว ความภาคภูมิใจนั้นหาได้น่าภูมิใจไม่ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
ยกตัวอย่าง กรณีแรก โจรมารุกรานบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งมีสมบัติมาก เจ้าของบ้าน เห็นโจรมาอาวุธครบมือ ก็เกรงกลัว ต้องแบ่งสมบัติให้โจรไป เพื่อไม่ให้โจรเผาบ้าน
กรณีที่สอง โจรกลุ่มเดิมก็ไปปล้นบ้านอีกหลังหนึ่ง แต่คราวนี้ เจ้าบ้าน ยิ่งโจรตายหมด หลายวันต่อมา
เจ้าของบ้านทั้งสองบังเอิญมาพบกัน และเล่าเรื่องโจรกลุ่มนั้น โดยผู้ที่กล่าวขึ้นก่อนนั้น เป็นเจ้าบ้านหลังแรก เขาโม้ใหญ่เลยว่า บ้านเราไม่โดนเผาเพราะเรายกสมบัติให้โจรไปหมดเลย
...
ถ้าเรา เยาวชนรุ่นใหม่ ยังยึดติดกับสิ่งเดิมๆ ผมรับรองว่า อนาคต จะไม่มีสิ่งใดที่ทำให้ภาคภูมิใจ ยกเว้นเรื่อง คนไทย ร้องให้เก่งที่สุดในโลก