วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552

โครงการเด่นๆ

รัฐบาลอภิสิทธิ์ ขายให้กับชุมชน

1.ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องละ 250,000 บาท,

2.เครื่องผลิตน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องละ 300,000 บาท

3.เครื่องผลิตปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ เครื่องละ 250,000-299,000 บาท,

4.ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องละ 250,000 บาท,

5.เตาเผาขยะประสิทธิภาพสูง เครื่องละ 100,000 บาท
แล้วก็มาถึงสินค้าที่กล่าวถึงกันมาก..

6..ตู้น้ำหยอดเหรียญพลังงานแสงอาทิตย์ สนนราคา 250,000-300,000 บาท

เทียบราคาตู้น้ำกับบริษัททั่วไป พบว่า ราคารวมติด

ตั้ง พร้อมซ่อมบำรุง รับประกันไม่เกิน 1 ปี อยู่ที่ตู้ละ

35,000-49,000 บาท

น้ำมันไทย

ปัญหาจากราคาน้ำมันแพงกลายเป็นประเด็นที่หลาย

ฝ่ายพุ่งเป้าโจมตีไปที่ ปตท.

ข้อหาคือ ปตท.กำหนดราคาขายปลีกน้ำมันสูงเพื่อสร้างผลกำไร

การอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ ทำให้ ราคาน้ำมัน

เมืองไทยแพงเกินควร

กลายเป็น ปตท.เป็นต้นเหตุที่ราคาน้ำมันแพง

ในขณะที่นักการเมือง ทั้งรัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรี

พลังงานหุบปากเงียบ ไม่ออกมาชี้แจงต้นเหตุที่แท้จริง

ทั้งๆที่ในความเป็นจริง รัฐบาลนั่นแหละคือตัวการที่ทำให้น้ำมันแพง

ตัวอย่างเช่น ราคาน้ำมันขายปลีกลิตรละ 30 บาท

รัฐบาลหักค่าต๋งไปเนื้อๆเนตๆ 15 บาทโดยประมาณ

เพราะน้ำมันหนึ่งลิตร ต้องบวกภาษีสรรพสามิต 7

บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7 เปอร์เซ็นต์ บวกภาษี

เทศบาล 70 สตางค์ หักเข้ากองทุนน้ำมัน 6 บาท หัก

เข้ากองทุนพัฒนาพลังงานอีก 1 บาท

แถมขายปลีกหน้าปั๊มยังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มซ้ำอีก 7 เปอร์เซ็นต์!!

รวมเบ็ดเสร็จ น้ำมันทุกลิตรเป็นต้นทุนจริง 50

เปอร์เซ็นต์ เป็นรายได้รัฐบาลอีก 50 เปอร์เซ็นต์

ยิ่งราคาน้ำมันแพงเท่าไหร่ รายได้ของรัฐบาลก็เพิ่ม

ขึ้นไปด้วยในสัดส่วนเท่ากัน

พูดชัดๆคือ น้ำมันลิตรละ 30 บาท เป็นราคาน้ำมัน

จริงๆลิตรละ 15 บาท อีก 15 บาท เป็นค่าต๋งไหลเข้ากระเป๋ารัฐบาล

หรือพูดให้ชัดยิ่งขึ้นอีกคือ ราคาน้ำมันดิบ บวกค่าขน

ส่ง บวกค่ากลั่น บวกค่าการตลาด รวมเบ็ดเสร็จลิตร

ละ 15 บาทเท่านั้นเอง

ก็เพราะยังงี้ไง ราคาน้ำมันขายปลีกเมืองไทยถึงต้อง

แพงกว่าสิงคโปร์

ทำให้คนไทยต้องใช้น้ำมันแพงเกินจริงไปถึงเท่าตัว


นี่คือความจริงนอกจอที่นักการเมืองไม่ยอมบอกประชาชน

แต่ที่แสบริดสีดวงยิ่งกว่าคือ พรรคประชาธิปัตย์เคย

ประกาศไว้ในแผน 99 วัน ทำได้จริง ว่า ถ้าพรรคประ

ชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลจะเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันทันที

และจะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันลดลงเห็นผลทันตา

นอกจากไม่ทำตามสัญญา ยังขึ้นภาษีน้ำมันซะจั๋งหนับบุเรงนอง.

อย่างนี้ประชาชนก็ร้องไม่ออกแว้วววววววววววว

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เรื่องจาก Forword Mail

ปี 2553 จุดจบประเทศไทย......ถ้ายังเป็นคนไทยอยู่ช่วยอ่านด้วย
เรื่องนี้คนไทยทุกคนควรที่จะได้รู้ .....ประเทศต่าง
ๆ ในโลกนี้มีเกิด มีดับ ตลอดเวลา .....ประเทศไทยก็ไม่พ้นวิถีนี้เช่นกัน

สืบเนื่องจากการบรรยายของคุณนิติภูมิ
ซึ่งเป็นสื่อมวลชน จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมอสโค
ซึ่งเป็นสถาบันที่สตาลินสร้างขึ้นเพื่อสร้างภูมิปัญญาหวังครองโลกในสมัยหนึ่ง

เมื่อหลายปีก่อนคุณนิติภูมิ ได้ทำนายไว้ว่า
ประเทศอินโดนีเชียจะแตกเป็น 6-14 ประเทศ
ซึ่งในตอนนั้น
นักรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หัวเราะจนฟันกระเด็น
แต่ต่อมาพอปี 2542 เหตุการณ์เริ่มเป็นจริง! ประเทศอินโดฯได้เริ่มแตกเป็น ติมอร์
และตอนนี้ก็กำลังจะเกิดประเทศ อาเจะ และอีกหลายประเทศ ที่จะเกิดตามมา

ในวันที่ 11 ธันวาคม 2543
ที่ผ่านมาที่งานคนดีศรีสังคม ณ หอประชุมวัฒนธรรมฯ
คุณนิติภูมิได้บรรยายว่า ประเทศไทยจะต้องแตกเป็นประเทศใหม่อีก 4 - 6
ประเทศ แน่นอน !
ทั้งนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นอย่างมีกระบวนการ โดยสถานการณ์จะเริ่มชัดขึ้นในปี 2553
ซึ่งเป็นปีที่ข้อตกลง GATTs
จะเริ่มมีผลสมบูรณ์ การค้าเสรีจะมีผลสมบูรณ์
สินค้าเกษตรต่าง ๆ
จากต่างประเทศจะทะลักเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมหาศาล

ในขณะที่เกษตรกรของไทยจะไม่กินสินค้าเกษตรของไทยด้วยกัน
และสินค้าเกษตรของไทยก็จะขายไม่ออกเนื่องจากมีต้นทุนที่สูงกว่าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ

ประกอบกับการที่การพัฒนาการเกษตรของไทยได้พัฒนาอย่างผิดทิศทาง
เป็นการพัฒนาแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้คนปลูกลำใยไทยก็จะปลูกแต่ลำใย
จะกินข้าวก็ต้องซื้อข้าวเวียดนามมากิน คนปลูกข้าวไทยก็ต้องไปซื้อหอมกระเทียมจากจีนมากิน
คนปลูกหอม กระเทียมจะไม่ซื้อลำใยจากไทยแต่จะไปซื้อจากเกาหลีมากิน

เป็นวงจรอย่างนี้ทำให้สินค้าเกษตรของไทยขายไม่ได้
เพราะแม้แต่เกษตรกรไทยด้วยกันก็ยังไม่ซื้อของเกษตรไทยด้วยกันมากิน
เนื่องจาก สินค้าของต่างประเทศมีต้นทุนถูกกว่าสินค้าเกษตรของไทยมีต้นทุนที่สูงกว่า
เพราะใช้ปัจจัยการผลิตปุ๋ยของต่างประเทศ พันธุ์พืชก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

เนื่องจากในอีก 10
ปีข้างหน้าพันธุกรรมท้องถิ่นจะถูกทำลายจาก GMOs
และเมื่อเกษตรกรไทยซ ึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ร้อยละ 80
ของประเทศอยู่ไม่ได้
วิกฤตที่มหาโหดสุดก็จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย รัฐบาลไทยจะไม่มีปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาได้
เพราะมาตรการทางการเงินก็จะใช้ไม่ได้
เนื่องจากธนาคารไทยกลายเป็นของต่างประเทศหมดแล้ว
ไฟฟ้าก็แพงขึ้น น้ำมันก็แพงขึ้น
โทรศัพท์แพงขึ้นเนื่องจากวิสาหกิจเหล่านี้กลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว
เขาสามารถตั้งราคา ได้ตามใจชอบถ้ารัฐบาลไปขอให้ลดราคาก็จะได้รับคำตอบว่า
เขาจะไม่มีกำไร
ธุรกิจจะอยู่ได้ด้วยกำไรเท่านั้น ถ้าเขาไม่มีกำไรเขาก็จะตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดโทรศัพท์
คุณเลือกเอาว่าจะยอมจ่ายในราคาที่แพงหรือว่าจะยอมไม่มีใช้

ดังนั้น รัฐบาลในอนาคตจะไ ด้แต่นั่งทำตาปริบ
ๆ ๆ เมื่อเกษตรกรไทยอยู่ไม่ได้
การขายที่ดินราคาถูก ๆ
และจำนวนมหาศาลจะตามมา คนที่มีกำลังซื้อก็คือชาวต่างชาติ
ซึ่งปัจจุบันก็ปรากฏแล้วว่าที่ดินบริเวณภาคตะวันออกได้ถูกต่างชาติกว้านซื้อไปเป็นจำนวนมากแล้ว
เกษตรกรไทยที่ขายที่ดินได้ ก็ไม่ามารถนำเงินที่ได้ไปลงทุนให้เกิดรายได้ได้
เพราะธุรกิจอื่นได้ตกอยู่ในกำมือของต่างชาติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกก็ตกอยู่ในมือของ Big C, Lotus,
Carrefour, ธุรกิจอาหารก็ตกอยู่ในมือของ KFC, Pizzahat, McDonal, สิ่งทอเสื้อผ้าก็ของพวกฝรั่งเศส
ฯลฯ

ดังนั้น เงินตราของไทยก็มีแต่จะถูกดูดออก เหมือนกับคนที่เลือดไหลไม่หยุด...
เมื่อคนจนอยู่ไม่ได้ ...รัฐจะอยู่ได้ฤา ?


4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเป็นแห่งแรกที่จะขอแยกตัวออกจากประเทศไทย
เนื่องจากความแตกต่างที่เห็นชัดเจนและความแตกต่างทางวัฒนธรรม
ในปี 2553
คนไทยภาคใต้จะเห็นด้วยกับการแยกประเทศ เพราะเห็นความล้มเหลวของรัฐบาลไทย
การเมืองไทย การคัดค้านจะน้อยลง
การสนับสนุนให้แยกจะทวีความรุนแรงขึ้น
จนรัฐบาลไทยไม่สามารถควบคุมได้ถ้ารัฐบาลใช้กำลังทหาร ก็จะถูกต่างชาติส่งทหารมาต่อต้านกองทัพไทย
ซึ่งแน่นอนกองทัพไทยไม่มีปัญญาไปต่อสู้อยู่แล้ว การแยกตัวจะสำเร็จได้ในไม่นาน


จากนั้น ภาคตะวันออก บริเวณจันทบุรี ตราด ระยอง ฉะเชิงเทรา จะขอแยกตัวตามมา
เนื่องจากที่ดินแถบนั้นกลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว
เนื่องจากที่ดินบริเวณดังกล่าวถูกใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมของต่างชาติ ทั้งสมุนไพร อาหารต่าง ๆ
เมื่อรัฐบาลไทยเป็นอุปสรรคของต่างชาติ การขอแยกตัวก็จะทำได้ไม่ยาก

นั่นหมายถึง การซื้อประเทศไทย คล้ายกับที่สหรัฐอเมริกาซื้อรัฐ Alaska
จาก Russia
ถ้าไทยต่อต้าน เจอทหารต่างชาติแน่


เราจะเตรียมรับมือกับวิกฤติในอนาคตอย่างไร
?

ผมติดตามงานเขียนคุณนิติภูมิ มาหลายปี และสิ่งที่เขียนในไทยรัฐหน้า 2
เกือบทุกวันนั้น
ไม่น่าเชื่อเลยว่า หนังสือพิมพ์ต่างประเทศจะเอาข้อมูลงานเขียนของนิติภูมิ
ไปแปลลงหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ ในการวิเคราะห์
บ่อยครั้งที่นิติภูมิ มองการค้า การเมือง
สังคมไปพร้อมกัน
รวมทั้งประวัติศาสตร์เขามอง
อาเจนติน่า ก่อนล่มสลายทางเศรษฐกิจ
ก่อนล่มจริง... เขาทำนาย การเกิดสงคราม อเมริกากับอิรัค ข้อคิด รวมทั้งอนาคตชาวเชนไว้น่าสนใจ
ผมว่า
สิ่งที่เขาพูดเป็นไปได้นิติภูมิ ทำให้ผมต้องกลับมาซื้อของโชห่วยของคนไทย
แทนที่ไปเดิน big-c, lotus, careflour, เพราะผมบอกแม่บ้านและลูก ๆ ว่า
เราซื้อของร้านโชห่วย ข้างบ้าน ไม่ต้องไปห้างใหญ่อีกเพราะอะไร
เ พราะเราไป คาร์ฟู เงิน 100 บาทที่เราจ่ายไปจะไปสู่ฝรั่งเศส 86 บาท เหลือให้คนไทย 14 บาท
เพราะของต่างชาติเกือบ 100 เปอร์เซนต์ บิกซี โลตัสเหมือนกัน

นิติภูมิเคยเอาเปอร์เซนต์ที่ต่างชาติถือหุ้นมาลงให้ดู ของ 3 ห้างดัง
ผมตกใจมาก และตัดสินใจซื้อน้ำปลาข้างบ้านตั้งแต่วันนั้น
เพราะว่าต่างชาติถือหุ้นกว่า 90
เปอร์เซ็นต์ แล้วบางห้าง 86 ปอร์เซ็นต์
สอนลูกว่ามันจะแพงกว่าห้าง 3
บาท ก็ซื้อที่นี่มันจะแพงกว่า 5 บาทก็ซื้อที่นี่
เพราะมันจะเป็นภาษีคนไทย กลับมาหาลูกเอง ผมคิดแบบนี้จริง ๆ ๆ
ถ้าซื้อจากห้าง 1,000 บาท มันไหลไปต่างประเทศ 900 บาท ที่เหลือ 100 บาท

ที่เห็นจ่ายค่ายามเฝ้าห้างไง มองอาเจนติน่าง่ายนิดเดียว
ห้างต่างชาติบุกไปตั้งมากกว่า 400
ห้าง ทั่วประเทศ
คนอาเจนติน่าจึงทำเงินส่ง คาร์ฟู ส่งห้างต่างชาติ เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์
เงินคนทั้งชาติของชาวอาเจน จึงไหลไปหมด ในประเทศจึงไม่เหลืออะไร
ทางสุดท้ายที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าทำได้ ผมพาลูกผมหัดทานขนมกรอบให้น้อยลง
เลิกกิน kfc
และพยายามทานให้ลดลง และจำนวนหน ต่อปีน้อยสุด

ผมอธิบาย วิธีสิ้นชาติแบบทางเศรษฐกิจตั้งแต่เริ่มจนจบให้เด็กที่บ้าน และลูกฟัง
หัดให้ลูกมาทานบัวลอย ขนมชั้น ข้าวเหนียวเปียกแทน ถั่วดำข้าวเหนียว ดีครับ
ได้ผล...
ลูกเปลี่ยนวิธีกิน... วิธีคิดไปเลย ... เปลี่ยนไปได้มาก
พอเย็นสั่งผมซื้อเต้าส่วนบ้าง ขนมชั้นบ้าง ลูกเดือยบ้าง
ผมพูดนิดนึงที่เขาเข้าใจคือ
ผมไปตลาดซื้อไก่ทอดแม่ค้ามา 3 ขาไก่ทอดแบบไทย ๆ
แล้วผมไป kfc
ซื้อมา 3 ชิ้น เลือกน่องครับเหมือนกัน ราคาต่างกันลิบเลย
ผมก็อธิบายคำว่า license ( ค่าลิขสิทธิ์ ) ให้ลูกฟัง
ผมบอกว่า ซื้อไก่ 35 บาท ค่าไก่ 15 บาท ที่เหลือเป็นค่าลิขสิทธ
ไก่แม่ค้าที่ถูกเพราะไม่มีค่าลิขสิทธิ
ใบตองที่ห่อขนมไทย ไม่มีลิขสิทธิ
มันเป็นวัสดุธรรมชาติ ย่อยสลายได้ไม่ถึง 3 เดือน
ขนมต่างชาติ ห่อสวย แพง
เพราะยี่ห้อมันมีลิขสิทธิ
เวลามันหล่นที่พื้น ไม่มีคนเก็บมันจะย่อยสลายภายใน 200 ปี
ผมสอนแบบนี้ ลูกผมเปลี่ยนวัฒนธรรมไปเลย ผมทำได้และได้ทำแล้ว

ปล. ใคร่จะขอกรุณาช่วยนำบทความไปเผยแพร่ต่อ จะเป็นพระคุณมากครับ
ยาวไปหน่อย แต่อยากให้อ่าน

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

26 มีถุนา กับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

เย็นวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2552 ผมออกไปกินข้าวเย็นที่ร้าน พี่ตุ่ม แถวๆหน้าประตู 108 กินเสร็จเรียบร้อยก็ขับรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจไปซื้อผลไม้ ซื้อเสร็จก็ขับกลับทางเดิม ขับๆมาถึงแถวแหน้าร้านพี่ตุ่มอีกนั่นแหละ ก็ได้มีรถเก๋ง ขับเลี้ยวออกมาโดยที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะวงเลี้ยงที่ใช้นั้นกว้างเกินจำเป็น และ ความเร็วทีึ่ใช้นั้น ก็ช้าเกินไปถ้าเทียบกับรถของผมและรถคันอื่นๆที่กำลังจะผ่านไปในทางเอก ซึุ่งที่ถูกต้อง คนขับรถเก๋งต้องรอให้รถของผมและรถคันอื่นๆขับพ้นไปเสียก่อน ก่อนที่จะเลี้ยวแบบ "ยูเทิร์นผี" ขณะนั้น ผมอยู่ห่างจากรถคันที่กำลังเลี้ยวอย่างช้าๆนั้นสัก 10 เมตร ความเร็วของผมประมาณ 40 กม/ชม แต่ทันใดนั้น นักศึกษาหญิงคณะวิศวกรรมศาสตร์ ไม่ทราบว่าปีไหน ขับรถจักรยานยนต์แบบผู้หญิงซึ่งดูแล้ว น่าจะเป็น Honda wave ซ้อนกันมา 3 คน โดยที่ไม่มีเครื่องป้องกันเลย ซึ่งขับแซงผมขึ้นหน้าไปด้วยความเร็วประมาณ 60-65 กม/ชม ซึ่งคาดว่าจะขับผ่านไปโดยปกติสุข แต่บังเอิญแล้ว รถเก๋งคันนั้นก็ขับเลี้ยวเข้ามาถึงเส้นเหลืองกลางถนน เพราะวงเลี้ยวกว้างและใช้ความเร็วในการเลี้ยว ราวๆ 1 กม/ชม รถมอเตอร์ไซค์ก็หลบไม่พ้น เสียงดังโครม สนั่นหวั่นไหว นักศึกษาหญิงซึ่งซ้อน 3 คน ขับรถพุ่งเข้าไปชนบริเวณกันชนของรถเก๋ง จนกันชนรถเก๋งหลุด 2 คนที่นั่งท้ายก็กระเด็นลอยในอากาศ ส่วนคนขับก็ติดกับรถ เรื่องยังไม่จบ เมื่อรถเก๋งคันนั้น ขับโดยใช้ความเร็วเท่าเดิมในการเลี้ยวนั้น เหยียบขึ้นมาบนร่างนักศึกษาและรถมอเตอร์ไซค์คันนั้นโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุด คนวิ่งกรูกันเข้ามาราวกับ นาทีทองของการซื้อสินค้า ผมจอดรถข้างทางพร้อมกับหันหน้าไปดู พร้อมกับคิดในใจ ขออย่าให้นักศึกษาผู้นั้น ถึงแก่ชีวิต
ผมได้ข้อคิด 3 ข้อ คือ อย่าประมาทเวลาใช้รถใช้ถนน อย่าเลี้ยวกลับรถในที่ห้ามเลี้ยว และ มีสติตลอดเวลา

รถเก๋งคันนั้นเปิดประตูลงมา ซึ่งมีคนอยู่ในรถ 4 คน คนขับเป็นผู้หญิง คนที่กรูกันเข้ามานั้น ช่วยกันยกรถเก๋งให้พ้นจากร่างนักศึกษา

7 นาทีต่อมา ตำรวจจึงย้ายก้นมาถึง จากนั้นอีก 10 นาที รถพยาบาลก็พยายามแหวกรถยนต์ของผู้มีอันจะกิน เข้ามา และผมก็ขับรถเครื่องของคนจนๆ กลับสู่ที่พัก

.............................................................................................................................................................

ทุกคนที่ผมได้ยินได้ฟังคือ เรียนจบ ทำงาน ซื้อรถยนต์ ไม่มีไครเลยที่ บอกว่า เรียนจบ ทำนา ขี่มอเตอร์ไซค์ เหมือนที่ผมบอกกับทุกๆคน
..........................
ผมเกลียดที่สุด คือ คนที่ขับรถไม่เป็น แล้ว เสือก ที่จะขับรถ

วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2552

เชื่ออะไรดี?

ทุกคนอยากจะเป็นใหญ่เป็นโต อยากรวย อยากมีฐานะกันทั้งสิ้น จนลืมหน้าที่ที่แท้จริงของตนเองไป นั่นคือ การแสวงหาหลักความจริงและความว่างเปล่าดับสูญ
ผมเบื่อเต็มที กับ เด็กๆตัวโตๆที่ยึดมั่นยึดติดในอำนาจวาสนาซึ่งไม่มีความหมายแก่ผู้อื่น บ่อยครั้ง ที่การเลือกตั้ง จะได้มาจากการพูด ไครพูดดีก็ได้เป็นผู้นำ เมืองไทยตอนนี้ไม่มีแม้กระทั่งความถูกต้องในสังคม ไม่มีความกล้าหาญ มีแต่การยกพรรคพวกซึ่งต่างก็มุ่งหมายผลประโยชน์ส่วนตนทั้งสิ้น
เทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ คอยดูกันอีก ว่าจะเกิดอุบัติเหตุกันเท่าไร ผมคิดเอาเองว่า รัฐบาลและคนใหญ่สมองเล็กในบ้านเมือง ออกมาห้าม ออกมารณรงค์ เมาไม่ขับ ดื่มไม่ขับ แต่ยังโฆษณาขายเหล้ากันทุกวันทุกเวลา การประชุมลงมติใน ครม สมองน้อยๆของเมืองไทย ที่ทุกคนภาคภูมิใจหนักหนาว่าไม่เคยเป็นเมืองขึ้นไคร ผ่านมติ ให้ขายเหล้าขายสุรา ขายยาเสพติด เพราะตอนนี้ เงินภาษี ซึ่งเป็นที่หากินของคนเหล่านั้น กำลังหมดไป เมากันเถอะครับ ผมไม่โทษหรอกครับ โทษเด็ก ขนาดผู้ปกครองบ้านเมืองยังไม่ทำอะไรเลย ได้แต่กิจวัตร 3 ก คือ กิน กาม เกียรติ กินเพื่อบริโภคกาม เพื่อสนองกาม เพื่อให้มีเกียรติ กินอย่างคนมีเกียรติ

ทำไมหนอผู้นำในบ้านเมืองจึงไม่มีแม้กระทั่งอำนาจในการทำความถูกต้อง ทำไมไม่แก้ไขจากความผิดพลาดหนอ? ทำไมจึงปล่อยให้ทำหันได้ถึงเพียงนี้

ทำไมประเทศเกาหลีเหนือจึงมีระเบียบวินัย ทำไมเขาเคารพกฎหมาย ทำไมเขาถึงยืนอยู่บนขาตนเองได้ ทั้งๆที่เรา ไปด่าไปว่าเขายิงจรวด ผมไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมเขาจะทำไม่ได้ เขามีสมอง มีมือมีตีนเหมือนเรา เขามีพละกำลัง มีระเบียบ ทำไมอเมริกามาตีอิรักโดยอ้างว่าอิรักมีนิวเคลียร์ ทั้งๆที่ไม่มี แต่อิรักมีน้ำมันมหาศาล ซึ่งทั้งๆที่ในแภบอลาสกามีน้ำมันเป็นของตนอยู่แล้ว ทำไมอเมริกาไม่มาตีเกาหลีเหนือล่ะ?
ตีได้ไงล่ะ ก็เกาหลีเหนือมันมีนิวเคลียร์จริงๆนี่หว่า เกิดไปตีมัน มันยิงตู้มขึ้นมาแล้วตายโหงกันทั้งชาติ สู้ไปรังแกประเทศที่อ่อนแอไม่ดีกว่าเหรอ
เคยเห็นสถานบันเทิงในเกาหลีเหนือหรือเปล่า เคยเห็นผับ บาร์ ในเกาหลีเหนือมั้ย

ทำไมต้องเอาเศรษฐกิจมาผูกมัดให้คนดำเนินชีวิตไปตามมันล่ะ เมืองไทยทรัพยากรเยอะแยะ ถ้ายังคิดว่าประชาธิปไตยและทุนนิยมดีที่สุดก็เชิญเถอะครับ
ดูประเทศพม่า ดูประเทศจีนสิ ไครกล้าสัมปทานป่าเขา ไครกล้าตัดไม้ ไครกล้าก่อการร้าย ไครกล้ายิงรถโดยสารบ้าง แล้วมาดูเมืองไทย ยิงชาวบ้านกันตายทุกวัน ภูเขาหัวโล้น พอฝนตกน้ำท่วมทีนึงก็โวยกันทีนึง สัมปทานเขาเอาไปทำซีเมนต์สร้างเมือง นายทุนค่นต้นไม้ส่งโรงเลื่อย บ้าน อ้าย สุเทพ เทือกสุบรรณ ไม้ทั้งหลังใหญ่โต รวมถึงคนอื่นๆ ถ้าไม่สั่งซื้อจากโรงเลื่อยแล้วมันจะปลูกทั้นเหรอ แล้วมาห้ามชาวนาเผาซังข้าว อ้างว่าทำโลกร้อน
คนเห็นแก่ตัวออกกฎหมายซื้อขายการปล่อยมลพิษ แล้วมันผ่านออกมาได้ยังไงกันนะไอ้เร่องบ้าๆแบบนี้
ตัวเองปล่อยกันใหญ่ แลกกับเศษเดนน้อยนิด

ผมคิดว่า เมืองไทย สมควรปรับลดคนของรัฐลงให้มาก โดยเฉพาะ ตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่จับและรังแกชาวบ้าน เช่น ไม่เสียภาษีทะเบียนรถ และ ไม่สวมหมวกกันน๊อค แต่กับโจรกลับไม่จับ แถมยังยกมือไหว้

ถ้าคิดว่าบริหารไม่เป็นหรือมือไม่ถึงก็สมควรหลีกทาง ชาวสวนยาง 10000 ไร่หรือจะไปเป็นกลาโหม เป็นได้อย่างเดียวครับ กลาหำ ทำไม้หลักปักเลน

ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก มันถึงจะถูกต้อง มิใช่ลูบหน้า ปะ จมูก

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552

2000

อย่าง ที่รู้ๆ และแทบไม่อยากจะย้ำให้เจ็บช้ำหัวใจกันว่าเศรษฐกิจประเทศไทยได้รับผลกระทบจาก วิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ (จากอเมริกา) ที่ส่งกระทบข้ามฟ้ามามาไกลถึงบ้านเรา ทำให้ผู้นำประเทศต้องออกโรงคิดหานโยบายมาแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

บวก ด้วยความที่นายกคนหนุ่มอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นว่าคนจนเศรษฐกิจไม่ดี นายกต้องช่วยเหลือ และไม่มีอะไรดีไปกว่าการเพิ่มกำลังซื้อให้กับคน ที่เป็นการช่วยธุรกิจโดยไม่ต้องไปบิดเบือนกลไกตลาด แบบว่าเป็นการช่วยเศรษฐกิจชาติให้มีเงินหมุนเวียน

ดังนั้น โครงการใหม่ถอดด้าม “เช็คช่วยชาติ” จึงริเริ่มและดำเนินการอย่างรวดเร็ว เช็คจำนวน 9.6 ล้านใบ ที่คิดเป็นงบประมาณทั้งหมดกว่า 19 พันล้านบาท จากเงินช่วยเหลือ 2,000 บาทต่อคน (ในรูปเช็ค) จึงถูกกระจายให้แก่สมาชิกกองทุนประกันสังคมที่มีทั้งลูกจ้างโรงงาน ข้าราชการ และครู ที่เงินเดือนน้อยกว่า 15,000 บาท 9.6 ล้านคน

00000

มาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจนี้ของรัฐบาลทำให้ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ผู้คนกลุ่มต่างๆ คึกคักออกมาให้ความคิดเห็นทั้งหนุนค้าน โดยฝ่ายคัดค้านบางกลุ่มเห็นว่าแจกเงิน 2,000 บาท ไม่พอยาไส้ น้อยไปสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ และไม่มีประโยชน์มากนักกับจุดมุ่งหมายที่รัฐตั้งเอาไว้ ไปจนถึงความคิดที่ว่าให้เอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า

ส่วน กลุ่มลูกจ้างนอกระบบก็ออกมาบอกว่ารัฐอุดหนุนลูกจ้างในระบบประกันสังคม ไม่ดูแลแรงงานนอกระบบที่บางคนมีรายได้ต่ำ และไม่มีหลักประกันในชีวิตเลย

ใน ฐานะคนจนผู้มีรายได้น้อยแต่ทำงานในระบบ รู้สึกงงงวยอยู่ไม่น้อยที่รู้ว่าจะได้เงิน (ในรูปเช็ค) จากรัฐบาลแบบส่งตรงถึงมือ เพราะเกิดมายังไม่เคยพบเคยเจอ อย่างมากที่เห็นก็โครงการประชานิยมอย่างกองทุนหมู่บ้านที่ต้องเขียนโครงการ ขอเงินมาบริหารจัดการ หรือเข้าโรงพยาบาลจ่ายแค่ 30 บาท เพราะรัฐบาลเอาเงินไปหนุนให้โรงพยาบาล แค่นั้นก็หรูหราอู้ฟู่กันพอดูอยู่แล้ว

ก็ คงต้องถือว่าเป็นการเปลี่ยนวิกฤติ (เศรษฐกิจ) ให้เป็นโอกาส ที่รัฐบาลจะได้คะแนนนิยม ส่วนเราได้เงินใช้ (แค่เดือนเดียว) แต่ปัญหาที่หนุบหนับในหัวอยู่ตอนนี้ คือเงิน 2,000 บาทจะใช้อย่างไรให้ช่วยชาติได้ ให้สมกับเป็นโครงการ “เช็คช่วยชาติ” ดี

00000

... จะเอาเงินไปกินเหล้า ให้เงินเข้ารัฐก็ถูกหาว่าจนไม่เจียม หรือ จะหาเลขเด็ดเอาไปซื้อหวยสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่เดือนที่แล้วเพิ่งถูกกินไปหลายพันเลยยังขยาดอยู่ จะเอาไปเลี้ยงฉลองร้านหรูก็ดูจะเกินงบ หรือเอาไปท่องเที่ยวค่าใช้จ่ายคงบานตะไทไปเกิน 2,000

... จะเอาไปลงกองทุนสังคมสงเคราะห์ก็ไม่ค่อยจะรู้จัก ไม่ไว้ใจ ไม่รู้เขาทำงานเพื่อสังคมหรืออมเงินเข้ากระเป๋าตัวเองกันไปเท่าไหร่

... หรือ จะให้ไปแลกเช็คกับบัตรกำนัล คูปองส่วนลด หรือแลกซื้อสินค้า สำหรับโปรโมชั่นของห้างร้านต่างๆ ก็ยังไม่คิดที่จะซื้ออะไรเป็นพิเศษ เพราะที่มีอยู่ก็ยังพอใช้สอบ แถมกลัวว่าถ้าเข้าห้างใหญ่ที่มีส่วนลดเยอะๆ ก็กลัวเงินช่วยเศรษฐกิจไทยจะไหลไปอยู่ในกระเป๋าต่างชาติเสียหมด

... ว่าจะเอาเงินไปออมสะสมไว้ ก็จะไม่ช่วยชาติ ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลออกมาตรการนี้มาด้วยความคาดหวังช่วยเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยและ กระตุ้นการบริโภคของประชาชน แถมอุตสาห์ออกเงินมาเป็นเช็คให้เอาไปใช้ ไม่อย่างนั้นคงให้ผ่านธนาคารมาแล้ว

เท่า ที่จำได้ ท่านผู้รู้ในจอตู้หลายท่านบอกเอาไว้ว่า การที่วิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมาไม่ได้กระทบกับเศรษฐกิจบ้านเรามากนัก เพราะคนไทยเรายึดถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต ในหลายปีมานี้เราได้ยึดหลักพอเพียง ประหยัด และรู้จักอดออม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์

แต่วันนี้รัฐบาลให้เงินประชาชนมาจับจ่าย บอกเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยชาติ แล้วความพอเพียงที่เคยช่วยเศรษฐกิจไทยให้อยู่รอด วันนี้รัฐบาลเอาไปวางทิ้งไว้ที่ไหนกัน

00000

หลายคนอาจบอกว่าถ้าค้านมากนัก ไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องเอา หนึ่งคือ เราไม่ได้ค้านหากนี่เป็นนโยบายเพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงๆ และรัฐบาลคิดมาดีมากพอแล้ว...

และ นี่มันเงินนะครับพี่น้อง... แถมไม่ว่าจะเป็นเงินที่เอามาจากประกันสังคม เงินภาษี หรือเงินกู้ต่างชาติ มันก็เป็นเงินของเราและเป็นเงินที่เราทุกคนต้องร่วมรับภาระใช้หนี้ (ที่รัฐบาลกู้) ไม่รู้รัฐบาลชุดนี้จะอยู่กี่ปีแต่หนี้ที่ก่อจะอยู่กับเราไปชั่วหลานหาก รัฐบาลบริหารไม่ได้ หาเงินไม่เป็น ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแล้วก็ชิ่งหนีไป คนไทยมิแย่กันหมดเหรอ

เงิน 2,000 วัน นี้มันมาจ่อรออยู่ตรงหน้าแล้ว รัฐบาลอนุมัติงบและมีคนได้รับเงินชุดแรกไปแล้ว คนที่ต่อแถวรออยู่ข้างหลังไม่ว่าจะชอบหน้านายกหรือไม่ จะเห็นด้วยหรือเปล่าเขาก็ต้องมีสิทธิที่จะได้รับ และเป็นเรื่องที่ต้องไปจัดการกับเงินจำนวนนี้กันต่อ

แม้ ในส่วนหนึ่งจะรู้สึกเห็นใจกลุ่มแรงงานนอกระบบ ลูกจ้างชั่วคราว เกษตรกร คนหาเช้ากินค่ำ ฯลฯ กลุ่มที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคมและไม่ได้รับเงินอุดหนุนจาก รัฐตามนโยบายดังกล่าว แต่ก็เป็นหน้าที่ของรัฐอีกเช่นกันที่ต้องหามาตรการอื่นๆ มารองรับคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมให้ทั่วถึงตามฐานะหน้าที่ที่เป็นรัฐบาล

00000

ไหนๆ ก็ไหนๆ สำหรับคนที่ได้รับเงินและยังไม่ถูกกลุ่มเจ้าหนี้ทั้งในและนอกระบบส่งแก๊งทวง หนี้ไปตามประกบเอาเงิน หรือยังไม่ได้ใช้เงินไปกับคูปองส่วนลดในห้างใหญ่ อยากให้ช่วยคิดกันต่อกันอีกสักนิด ว่าจะเอา 2,000 นี้ ไปใช้ทำอะไรช่วยชาติ ให้ “พอ” ตรงใจและตรงเป้ากัับนโยบายรัฐบาลได้บ้าง หรือจะให้กระจายรายได้สู่คนส่วนต่างๆ ในสังคม อย่างไรกันดี

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552

Suppose

ท่านอ่านคำนี้ว่าอย่างไร " มติ " หลายคนคงอ่านว่า มะ - ติ และคงไม่มีไครอ่านว่า มุด ยกเว้นคนที่ไม่อ่าน เพราะไม่มีความมั่นใจว่าอ่านออก
แล้วคำนี้ล่ะ " สมมติ " หลายคนคงอ่านว่า สม-มุด แต่ผมก็ยังงง ว่า มันอ่านว่า สมมุด ได้อย่างไร?
สงสัยอยู่หลายวัน เพราะอ่านหนังสือหลายเล่ม ก็เขียน สมมติ แต่สำหรับหนังสือเก่าๆแล้วจะใช้คำว่า สมมุติ ทั้งสิ้น
ผมลองใช้โปรแกรมแปลภาษาดู โดยพิมพ์ สมมติ และ สมมุติ ปรากฎว่า ผลที่ได้มีค่าเหมือนกัน
จึงสรุปว่า

คนที่ใช้ สมมติ จะเป็นคนที่ประหยัด ส่วนคนที่ใช้ สมมุติ จะเป็นคนสิ้นเปลือง
แต่ผมก็ใช้สมมุติ เพราะ ผมไม่อ่าน มติ ว่า มุด

วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

คิดแบบเด็กๆ

ท่านเคยเห็นการชักนำฝูงชนมารวมตัวกันแล้วทำตามผู้นำมั้ย? และมักจะมี 2 ฝ่ายเสมอ
ผมนึกถึงตอนสมัยเด็กๆ สมัยนั้น ตัดสินกันด้วยกำลัง ชกต่อยตัวต่อตัว ผู้แพ้จะเป็นฝ่ายยอม ส่วนผู้ชนะจะเป็นฝ่ายถูก

ถ้าเราสมมุติให้ ผู้ใหญ่หรือผู้นำที่ขัดกันนักขัดกันหนา มาชกต่อยกันตัวต่อตัวบนโลก โดยที่ไม่มีไครห้ามปรามและช่วยเหลือ ท่านคิดว่าเขาจะชกต่อยกันไหม? เขาจะรบกันไหม? หรือสมมุติว่า ถ้าเกิดสมมุติให้ โลกนี้ไม่มีทรัพยากร ไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีการแบ่งชนชั้น ไม่มีคนรวย ไม่มีคนจน ไม่มีไครอด ไม่มี ไครดี ไม่มีไครชั่ว ทุกคนเท่าเทียมกันหมด เขาจะรบกันไหม? หรือ ส่งผู้นำที่อยู่บนโลกแล้วรบกันนักรบกันหนา จับมาทั้ง 2 คน ให้เสื้อผ้าชุดเดียวทั้ง 2 คน น้ำ 1 ขวด ผ้าห่ม 1 ผืน แล้วส่งขึ้นดวงจันทร์ด้วยยานอวกาศ ท่านคิดว่า คนทั้งสอง จะรบกันเหมือนตอนอยู่บนโลกไหม ?

โพลโง่ๆ

ผมจะขอถามแบบเด็กๆ
ผู้มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนทั้งหลายที่ผ่านมาอ่านเรื่องที่ผมเขียนนี้ รู้สึกอย่างไรกับการที่ลูกตาสียายมี อายุ 20-28 ปี ต้องไปตายวันละ 4-5 คน?
และท่านคิดว่า รัฐบาล ทำอะไรกันอยู่? และ ท่านทั้งหลายคิดว่า รัฐบาลสมควรแก้ไขเรื่องใดก่อน ระหว่าง นำตัวอดีตผู้นำมาดำเนินคดี กับ แก้ไขปัญหาการแตกแยกระหว่างอารยธรรมภาคใต้อย่างตั้งใจ ?

เพื่อนของผม รุ่นเดียวกับผม อยู่โรงเรียนเดียวกันกับผม วันนี้เขาเป็นทหาร และโดนตัดหัว ถ้าสมมุติให้เขาเป็นบุตรชายของ ท่าน สุเทพ เทือกสุบรรณ หรือ ท่าน รตอ.เฉลิม อยู่บำรุง ท่านคิดว่า จะเป็นอย่างไร ? และถ้าเขาเป็นลูกตาสียายมี เช่นที่เขาเป็น เขาจะเป็นอย่างไร? ( เฉลย : ยายมี ได้เงิน 60000 บาท ธง 1 ผืน และ ชุดทหารของเพื่อนผม )

แล้วผมจะเลือกพรรคไหนดี?

พรรคกฤษไทยมั่นคง
พรรคกสิกรไทย
พรรคกิจสังคม
พรรคเกษตรไทย
พรรคเกษตรกรแรงงานไทย
พรรคความหวังใหม่
พรรคคุณธรรม
พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย
พรรคเงินเดือนประชาชน
พรรคชาติไทยพัฒนา
พรรคชาติสามัคคี
พรรคชีวิตที่ดีกว่า
พรรคดำรงไทย
พรรคต้นตระกูลไทย
พรรคทางเลือกใหม่
พรรคแทนคุณแผ่นดิน
พรรคเทียนแห่งธรรม
พรรคไทเป็นไทเดิมชื่อ พรรคคนขอปลดหนี้ และ พรรคเกษตรมหาชน
พรรคไทยช่วยไทย
พรรคไทยมั่นคง
พรรคไทยรวมไทย
พรรคไทยร่ำรวย
พรรคธรรมชาติไทย
พรรคธรรมาธิปัตย์
พรรคธรรมาภิบาลสังคม
พรรคธัมมาธิปไตย
พรรคนิติศาสตร์ไทย
พรรคนำวิถี
พรรคแนวสังคมประชาธิปไตย
พรรคประชากรไทย
พรรคประชาชาติไทย
พรรคประชาธิปัตย์
พรรคประชามติ
พรรคประชาราช
พรรคเผ่าไท
พรรคพลเมืองไทย
พรรคพอเพียง
พรรคพลังเกษตรกร
พรรคพลังแผ่นดิน
พรรคพลังแผ่นดินไท
พรรคพัฒนาประชาธิปไตย
พรรคเพื่อนเกษตรไทย
พรรคเพื่อแผ่นดิน
พรรคเพื่อฟ้าดินเดิมชื่อ พรรคสหกรณ์
พรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อประชาชน
พรรคภูมิใจไทย
พรรคมวลชน
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
พรรครวมพลังไทย
พรรครักเมืองไทย
พรรครักษ์ถิ่นไทย
พรรครักษ์ไทย
พรรคราษฎรรักไทย
พรรคแรงงาน
พรรคศรีสยาม
พรรคศิลปิน
พรรคสยาม
พรรคสยามสันติ
พรรคสังคมไท
พรรคสังคมธิปไตย
พรรคสันติภาพไทย
พรรคสู้เพื่อไทย
พรรคเสรีประชาไทย
พรรคเสียงประชาชน
พรรคอนุรักษ์นิยม
พรรคอนาคตไทย
พรรคอยู่ดีมีสุข
พรรคอุดมรัฐ
พรรคเอกภาพ
พรรคเอกราช

ก็ว่ากันไปอีก

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมและเพื่อนได้ Present โปรเจ็ค ซึ่งสำเร็จลงได้โดยราบรื่นตามอัตภาพ โดยการ Present จะมีทั้งหมด 3 ครั้ง รวมสอบด้วย โดยทุกๆครั้งที่ผ่านมานั้น กลุ่มของผม จะมีอาจารย์ท่านหนึ่ง ( ไม่ใช่อาจารย์ที่ปรึกษาโปรเจ็ค ) ว่ากล่าวตักเตือนทุกเรื่อง ซึ่งผมก็มิได้เดือดเนื้อร้อนใจประการใดกับเรื่องที่โดนดุดังกล่าว เพียงแต่ว่าผมไม่อยากเสแสร้งแกล้งทำในสิ่งที่ผมเห็นว่าขัดกับความคิดของผม ฉะนั้น ผมจึงโดนด่าเรื่อยมา เพราะเรื่องทำ Power point ไม่สวยบ้าง คนอื่นอ่านไม่เห็นบ้าง สีไม่ตัดกันบ้าง ไม่เซ็นชื่อในรายงานบ้าง หรือ ลายเซ็น ตอนเข้าชั้นเรียนไม่เหมือนกันบ้าง
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะผมคือศิลปิน ผมไม่ชอบคิดตามคนอื่น ผมยอมโดนว่ากล่าว ดีกว่าที่จะเสียความเป็นตัวของผมไป เพราะผมมั่นใจว่า ผมได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วและที่สำคัญคือ ผมไม่ได้เบียดเบียนคนอื่นและตนเองทั้งทางร่างกายและความคิด
งานของผมที่ได้รับมอบหมายจะเสร็จเรียบร้อย(สำหรับผม)เสมอทันเวลา ซึ่งแน่นอน อาจารย์ที่ปรึกษาก็เข้าใจทุกอย่างเกี่ยวกับผม และแน่นอนอีกเหมือนกันว่า อาจารย์ที่ปรึกษาของคนอื่นก็เข้าใจในตัวนักศึกษาในความรับผิดชอบดูแลของคนอื่นเช่นกัน ที่ผมเชื่อดังนี้ เพราะ ไม่ว่าผมและเพื่อน จะตั้งใจทำให้ดีแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่วายที่จะโดนเบียดเบียนความคิด ไม่เว้นแม้แต่การเปิดปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งผมคิดว่า การที่ผมมีชีวิตอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ ผมก็น่าจะทำถูกต้องแล้ว เพราะสิ่งนั้นผมก็มีมันในครอบครอง และผมก็ได้ศึกษาการใช้งานอย่างดีแล้ว จากคู่มือของผู้ผลิต
แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอกครับ ผมแค่สงสัยว่า ทำไมผู้ใหญ่ที่มีอำนาจทางคุณวุฒิ บางท่าน ถึงยึดถือตัวเองเป็นหลัก ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเลย เพราะผมเป็นวัว ซึ่งโดนล่ามติดไว้กับหลักนั้นในห้วงเวลาหนึ่ง และความยาวเชือกก็ไม่ได้ยาวมากมายพอที่จะให้วัวอย่างผมจะเดินออกไปไกลๆเพื่อกินหญ้าใหม่ๆได้
เมื่อมีการยื่นยติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ผมก็ได้มีเวลานั่งดู และได้เห็นว่า Power point ของ ส.ส. คนหนึ่ง ตัวเล็กมาก มองไม่เห็น(เลย) ผมก็คิดว่า คงเป็นกรณีเดียวกับผม คือ ความละเอียดของจอที่ผมใช้คือ 1680 x 1050 แต่เมื่อนำมาเปิดกับ Projector จะมองไม่ชัด เพราะความละเอียดแค่ 800 x 600 เท่านั้นเอง ผมก็เลยพิสูจน์ โดยการแอบมองผ่านช่องหน้าประตูของอาจารย์คนนั้น จึงเห็นว่า เขาใช้จอที่มีความละเอียดแค่ 1024 x 768 เท่านั้น ผมจึงเข้าใจแล้วว่า เหตุใด ผมและเพื่อน จึงโดนด่าในเรื่องการทำ Power point ทุกครั้งไป

ดูหนัง

เมื่อวานนี้ ได้มีโอกาสเช่า DVD มาดู 1 เรื่อง ซึ่ง น่าสนใจมาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับความคิด มันคือเรื่อง The day the earth stood still มีใจความสำคัญโดยย่อๆดังนี้
ช่วงศตวรรษที่ผ่านมา มนุษย์ล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติและทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างหนักระบบการศึกษาก็ปลูกฝังว่าโลกเป็นของเรา และเราจะทำอย่างไรกับของที่เป็นของเราก็ได้กลุ่มอารยธรรมต่างดาวเล็งเห็นว่า ไม่สามารถเพิกเฉยปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปแบบนี้เพราะดวงดาวที่อาศัยได้มีอยู่จำกัด จะปล่อยให้เผ่าพันธุ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่งทำลายมันลงไปไม่ได้หลังส่งสายสืบแฝงตัวเก็บข้อมูลบนโลกนานกว่า 70 ปี พบเห็นการกระทำสิ้นหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนได้ข้อสรุปว่า ถ้าเผ่าพันธุ์มนุษย์ยังอยู่ โลกไม่รอด แต่ถ้าเผ่าพันธุ์มนุษย์สูญสิ้น โลกจะรอดกลุ่มอารยธรรมต่างดาว มีมติให้ปฏิบัติการณ์ช่วยโลกและสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นเท่าที่ทำได้พร้อมส่งตัวแทนมาเจรจากับผู้นำของมนุษย์เป็นการให้โอกาสสุดท้ายก่อนเริ่มต้นปฏิบัติการณ์
การกระทำของมนุษย์ ไม่อาจแยกตัดขาดจากสิ่งแวดล้อมได้ แต่ ระบบการศึกษาในปัจจุบันสอนให้แยกคิดเป็นส่วนๆ จนยากที่จะมองเห็นความเชื่อมโยงของแต่ละเรื่องได้อย่างกว้างไกล ใครที่เห็นด้วยกับวิธีการเผาบ้านฆ่าหนู ก็คงจะต่อว่าการกระทำของอารยธรรมต่างดาวลำบากเพราะเขาก็ใช้วิธีการกำจัดหนึ่งเผ่าพันธุ์เพื่อรักษาโลกและเผ่าพันธุ์อื่นๆ นับล้านให้คงอยู่ต่อไป แม้ผมจะพยายามเข้าข้างเผ่าพันธุ์ของตัวเองว่ามนุษย์ยังมีด้านดีๆ ที่สวยงามให้มองดูอีกมากแต่ผมก็เชื่อว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาจริงๆ มนุษย์ก็คงทำอะไรที่ดูงี่เง่าเหมือนในหนังแน่ครับ

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2552

กฎหมายของลูกนายทุน

ประเทศที่พัฒนาแล้ว จะส่งเสริมให้คน คิด และทำ สิ่งประดิษฐ์ ออกมา เพื่อสร้างชื่อเสียง อาชีพ และรายได้ก็จะตามมาเอง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรต่างๆ หรือแม้แต่อาวุธป้องกันตัว
ทำไมเมืองไทยไม่ส่งเสริมบ้าง? คนไทยมีความสามารถสูงมาก มีภูมิปัญญา แต่โดน รัฐ ( รัด-ถะ ) เอาเปรียบ กะแต่จะเอาภาษีอย่างเดียว เพื่อเป็นเงินเดือนเลี้ยงให้ชนชั้นกลาง
ไครทำอะไร ก็เขียนกฎหมายมาบังคับหมด เช่น ปืน คนไทยมีฝีมือทางช่างพื้นบ้าน ปืนที่ชาวบ้านทำ มีความแม่นยำสูงเทียบเท่ากับปืนพื้นบ้านที่นำเข้าจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งของต่างประเทศ ทั้งๆที่ถ้าชาวบ้านไทยทำเอง ราคาจะอยู่ราวๆ 3700 บาท แต่ถ้านำเข้า จะอยู่ที่ 40000+ บาท
รถ ชาวบ้านที่จบการศึกษาด้านเครื่องยนต์กลไกมีมาก แต่ขาดการสนับสนุนจากรัฐ ไครทำรถใช้เอง ผิดกฎหมาย เพราะไม่ปลอดภัย ( ปกติคนทำจะรู้ขีดความสามารถโดยสัณชาติญาณอยู่แล้ว ) ต้องซื้อเท่านั้น ถึงจะไม่ผิดกฎหมาย แม้ว่าจะชนแล้วตายทั้งคัน ก็เหอะ รถหรูๆ ราคา 60 ล้าน ( ภาษีนำเข้า ร้อยละ 300 ) ผมคิดว่าถ้าคนไทยทำ ราคาอยู่ราวๆ 2 ล้าน อย่างสูง แต่ทำไม่ได้ ผิดกฎหมายที่นักการเมืองลูกน้องนายทุนเขียนขึ้น ผมคิดว่า อีกไม่นาน คงมีกฎหมาย ห้ามผู้ชายช่วยตัวเองโดยที่ไม่ใส่ถุงยาง เพราะต้องเสียภาษีถุงยางให้กับชนชั้นกลางอีก
หรือมีกฎหมาย ไปขอเมียแต่งงาน ต้องจ่ายภาษี 7 % ของเงินตก
คงจะบ้ากันทั้งเมือง

สีแดง คือ ชาติ

เท่าที่ผมจำความได้ ตั้งแต่เด็กๆ ก็เห็นการเลือกตั้ง การบริหาร มาเป็นระยะๆ แต่ด้วยความเป็นเด็ก ก็เล่นไปตามประสา และคิดว่าเรื่องแบบนี้มันใหญ่เกินไปสำหรับเด็กอย่างผม
แต่ที่ผมภูมิใจมากที่สุด คือการบริหารของรัฐบาลสมัยหนึ่ง ที่ช่วงนั้นผมสอบเข้า ม.4 พอดี และเลยมาจนถึงผมเข้ามหาวิทยาลัย
ตอน ม.2 รัฐบาลอีกชุด บริหารบ้านเมือง ช่วงนั้น ผมเอายางพาราไปขายได้กิโลกรัมละ 18 บาท ซึ่งไม่ค่อยมีเงินพอกินพอใช้ ช่วงนั้นผมคิดว่าอะไรๆก็แพงไปหมด
เมื่อผมอยู่ ม.4 ม5 ม6 ปี 1 ก็ไม่ค่อยลำบากมากนักเพราะถึงของอื่นจะแพงแต่ถึงอย่างไร สินค้าเกษตรก็ราคาสูงมาก จึงไม่ค่อยลำบากนัก
ตอนนั้นผมก็เลือกผู้นำคนนั้น ซึ่งผมเห็นว่า ควรจะลองดู เพราะความเช่อมั่นในตนเอง ความเป็นผู้นำ และ ความฉลาด ก็เป็นไปตามผมคาดหวัง เขาได้เป็นผู้นำ ผมภูมิใจมากเมื่อเห็นผลงานทุกๆอย่างที่เขาทำ ทุกอย่างเป็นไปตามลำดับขั้น ตั้งแต่สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้คนที่ไม่มีงานทำ ส่งเด็กไปเรียนอย่างสูงที่สุดซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลไหนเคยทำ และเป็นสมัยแรกที่เด็กๆรุ่นผมได้เรียนหนังสือหมดทุกคน ไม่มีไครที่ไม่มีการศึกษา น้องสาวผมก็พลอยได้โชคดีไปด้วย เนื่องจาก อักษรตัวแรกตรงกับผู้นำ ก็เลยได้สิทธิ์ รักษา ฟรี
ทุกๆอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น ไม่มียาบ้าในหมู่บ้านเลย ทั้งๆที่เคยมีแพร่หลายมาก ( แต่ทุกวันนี้ก็แพร่หลายเหมือนเดิม ) ไม่มีตำรวจจับหมวกกันน๊อค ไม่มีโจรลักขโมย มีการโยกย้ายตำรวจ มีข่าวฆ่าตัดตอน มีข่าวจับไม้เถื่อน เยอะแยะ ผมชอบมาก โดยเฉพาะ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ( แต่มีคนเรียนหนังสือจบปริญญาเอก บอกผมว่า โครงการนี้ ล้มเหลวที่สุด )
ยิ่งโดยเฉพาะ ตอนที่แถลงข่าว ชำระหนี้ IMF หมดก่อนกำหนด ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าไครกู้หนี้ชุดหนี้มากี่คน
ผมขนลุกวาวด้วยความเป็นเด็ก แต่เห็นวันนี้ สุดหล่อก็ผ่านร่างกู้เงินต่างชาติมาอีกแล้ว ซึ่งไม่ทราบว่าจะให้ไครมาใช้หนี้ให้อีก
ผมขอพูดด้านดี เพราะ อาศัยคำของพระพุทธทาส ที่ท่านกล่าวว่า จงเลือกเอาส่วนที่ดี เขามีอยู่
ส่วนด้านเสีย ผมคิดว่า มันน้อยนิดมาก เมื่อเทียบกับทุกวันนี้ คนแบ่งเป็น 10 ฝ่าย ทุกๆอย่างกลับคืนสู่ช่วงเวลาที่ผมอยู่ ม.2
ผู้คนสนใจเรื่องคนอื่น ไม่สนใจประโยชน์แท้แท้จริงของตนเอง จนทำให้เกิดวิกฤติ
ผมสงสัยแบบเด็กๆว่า ถ้าไม่มีเงินสนับสนุน ไม่มีผู้สนับสนุน ไม่มีอาหารแจก ( ดังเช่น พระอรหันต์ 1250 รูป ชุมชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ) จะมีผู้ชุมนุมที่แท้จริงกี่คน ถ้าสมมุติให้คนชั้นกลางที่รับเงินเดือนของคนชั้นล่างอย่างสบายๆ ต้องตื่นขึ้นมากรีดยาง หรือ แทงปาล์ม หรือ ดำนา หรือ เลี้ยงวัว

......

เหตุการณ์ในหมู่บ้านที่เกิดทุกๆอย่าง มีหรือ ที่นายบ้าน จะไม่รู้ นอกเสียจากว่า ไม่รู้ไม่ชี้

แร้งบนหัวเองไม่เห็น เห็นแมงวันบนหัวเพื่อน

ผมเดินผ่านห้องบุคคลท่านหนึ่ง ซึ่งหน้าห้อง เขียนไว้ว่า ตัวอย่างที่ดี มีค่ากว่าคำสอน ก็บังเอิญได้นึกถึงเรื่องของเพื่อนผม ซึ่งผมจะได้กล่าวดังต่อไปนี้

มีครอบครัวครอบครัวหนึ่ง ประกอบด้วย พ่อ แม่ และ ลูกๆ จำนวน 2 คน โดยลูกคนโตเป็นผู้ชาย ซึ่งปีนี้ก็อายุย่างเข้า พอจะขึ้นอนุบาล 2
เย็นวันหนึ่ง ผู้เป็นพ่อกลับมาจากทำงาน โดยในมือถือถุงเครื่องเกมส์ แฟมมิลี่ มา 1 เครื่อง โดยซื้อมาเพื่อเล่นกับลูกชาย หลายวันต่อมา ด้วยความที่ลูกชายอนุบาล 2 เล่นเกมส์จนติด ผู้เป็นพ่อก็คว้าเครื่องเกมส์แล้วเขวี้ยงทิ้ง จนพัง ลูกชายจึงอดเล่นเกมส์กับพ่อ
ลูกชายโตขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ผู้เป็นพ่อสอนทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต ความซื่อสัตย์ และเรื่องอื่นๆ ลูกชายโตขึ้นเรื่อยๆควบคู่กับการเล่นเกมส์มาเรื่อยๆ พ่อก็แก่ลงเรื่อยๆ จนลูกชาย เข้ามหาวิทยาลัยได้ และเล่นเกมส์ จนต้องออกจากมหาวิทยาลัยในปีแรก ซึ่งขณะเดียวกันนั้น พ่อซึ่งสอนเรื่องความซื่อสัตย์ให้กับลูกชายก็ไปมีเมียน้อยพอดี แต่โชคดี ที่ลูกชายยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอ จึงสามารถเข้าเรียนได้อีกครั้งหนึ่ง ส่วนครอบครัวก็บ้านแตก สาแหรกขาด เพราะผู้เป็นพ่อ ซึ่ง ไม่ชอบที่ลูกเล่นเกมส์มากทั้งๆที่พ่อซื้อเกมส์มาให้ลูกเล่นเป็นคนแรก และ สอนลูกให้ซื่อสัตย์ รักครอบครัว แต่ตัวเองกลับไปมีเมียน้อยเอง

ก็คงจะเป็นอย่างนี้กันเยอะ
โดยเฉพาะไอ้ตัวที่มองตัวเองแล้วไปมองคนอื่น แล้วกลับมามองตัวเองอีกครั้งพร้อมกับเอ่ยในใจว่า กูมีกว่ามึง แต่ปากบอก ไม่ครับ ผมไม่ใช่คนอย่างนั้นครับ พ่อแม่พี่น้อง ผมทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อปากท้องพ่อแม่พี่น้อง
ถ้าเป็นอย่างที่ปากมันบอกจริง เด็กๆสาวๆแถวเหนือแถวอีสาน คงจะไม่มานุ่งน้อยห่มน้อยบางเวลา อยู่ที่ภาคใต้หรอกครับ
ที่ผมพูดเพราะหลายเดือนก่อน ผมได้ไปกินข้าวที่ร้านอาหารราคาแพงแห่งหนึ่งกับคนคนหนึ่ง ซึ่งอาวุโสกว่าผม เมื่อไปถึงร้าน ผมก็เข้าไปนั่ง เก็หันไปเห็น คนแก่ หัวขาวเพราะผมหงอก 2 คน นั่งเอาหัวซุกไซ้อยู่กับเด็กสาว ( ผมกะว่า อายุน่าจะไม่เกิน 17 ปี )นุ่งห่มสั้น จำนวน 2 คน ซึ่งแต่งหน้า ทาปาก ผมเดาว่าเขาไม่ได้เรียนหนังสือเท่ากับคนแก่สองคนนั้นแน่นอน

2000

เป็นธรรมดาที่เราอ่านหนังสือของฝ่ายใดแล้วเราก็จะได้รับรู้ข้อมูลของอีกฝ่าย ทั้งนี้จะเป็นข้อมูลจริงหรือไม่จริงก็ไม่อาจจะทราบได้ แต่นั่นก็แสดงถึงเป้าหมายที่ชัดเจนพอสมควรของคนเขียนและคนทำหนังสือ
ผมได้มีโอกาสเที่ยวท่องไปบนโลกไซเบอร์ ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทุกรูปแบบ โดยอาศัยความสามารถเฉพาะตัวเล็กๆน้อยๆ
ยิ่งเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าไปมากประชาชนก็ดูเหมือนว่าจะคิดอะไรไม่ค่อยออกกันมากขึ้น (รวมทั้งผมด้วย) สิ่งต่างๆที่ง่ายๆผู้คนก็พากันทำให้ยากลำบากไปหมด ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ จนไปถึงเรื่องใหญ่ๆ ตั้งแต่คนเริ่มเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง จนถึงผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ผมก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น
สงสารหนุ่มกระบี่ ที่อาวุธแข็งตัวจนต้องเข้าโรงพยาบาล ก็กลับกลายเป็นข่าว 10 บาทไปทั่วบ้านทั่วเมือง ผมไม่ทราบว่า คนทำหนังสือ คนหาเรื่องมาทำหนังสือ หรือ แม้กระทั่ง ผู้อำนวยการ บริษัท ได้เรียนหนังสือกันมาบ้างหรือเปล่า เรื่องที่ควรเขียน เรื่องที่ควรตีแผ่ กลับไม่ทำ แต่กลับไปทำแต่เรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ เช่น วัยรุ่น นครศรี รุมเรียงคิว แมว อายุ 7 เดือน หรือ วัวเยี่ยวไม่ออก เป็นต้น
คนไทยภูมิใจหนักภูมิใจหนาว่า ไทย ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นไคร จนกระทั่งทุกๆวันนี้ก็ยังภูมิใจอยู่ แต่ไครบ้าง ที่จะรู้ว่าความจริงแล้ว ความภาคภูมิใจนั้นหาได้น่าภูมิใจไม่ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
ยกตัวอย่าง กรณีแรก โจรมารุกรานบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งมีสมบัติมาก เจ้าของบ้าน เห็นโจรมาอาวุธครบมือ ก็เกรงกลัว ต้องแบ่งสมบัติให้โจรไป เพื่อไม่ให้โจรเผาบ้าน
กรณีที่สอง โจรกลุ่มเดิมก็ไปปล้นบ้านอีกหลังหนึ่ง แต่คราวนี้ เจ้าบ้าน ยิ่งโจรตายหมด หลายวันต่อมา
เจ้าของบ้านทั้งสองบังเอิญมาพบกัน และเล่าเรื่องโจรกลุ่มนั้น โดยผู้ที่กล่าวขึ้นก่อนนั้น เป็นเจ้าบ้านหลังแรก เขาโม้ใหญ่เลยว่า บ้านเราไม่โดนเผาเพราะเรายกสมบัติให้โจรไปหมดเลย
...
ถ้าเรา เยาวชนรุ่นใหม่ ยังยึดติดกับสิ่งเดิมๆ ผมรับรองว่า อนาคต จะไม่มีสิ่งใดที่ทำให้ภาคภูมิใจ ยกเว้นเรื่อง คนไทย ร้องให้เก่งที่สุดในโลก

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ผู้ใหญ่ ใหญ่ ใหญ่

สิ่งที่เรียกตนว่าผู้ที่มีปัญญาสูงสุดในสิ่งมีชิวิต ที่มีอายุขัยหลายปีและมีอาณาจักรสมมุติเป็นของตนเองแล้ว มักจะใช้ประสบการณ์และปัญญาของตนมาตัดสินผู้อื่นเสมอ มักจะสร้างกรอบความคิดให้กับผู้เยาว์กว่าเสมอ ทั้งนี้เพื่อความถูกต้องสมมุติ ที่เขาได้จินตนาการขึ้นว่าต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ ไครคิดและทำแบบอื่น ผิดหมด นั่นคือความเป็นตัวกู ของกู ของเขาผู้นั้น
หลายคนพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่า คิดเหมือนกูนี่แหละ ถูกต้อง ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ในธรรมชาติที่ข้าพเจ้าคิดได้ มันจะไม่มีอะไรผิด หรือ ถูก เพียงแต่เราเป็นผู้ตั้งขอบเขตของความถูกและผิดขึ้นมาเอง จากประสบการณ์ต่างๆ ของตนเองทั้งทางตรงและทางอ้อม ยกตัวอย่างให้เข้าใจได้ง่าย เช่น เด็กคนหนึ่ง ซึ่งมีฐานะยากจน ที่มีหน้าที่หลายอย่าง ทั้งต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเพื่อให้มีชีวิตรอดได้ ท่ามกลางสังคมที่เอารัดเอาเปรียบจากสิ่งทั้งหลาย ได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา โดยหวังว่าจะสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองให้ถึงขีดสุดได้ แต่แล้วสิ่งที่หวังมันไม่เป็นดังหวัง เพราะกรอบของความผิดความถูก ได้ถูกนำมาใช้โดยผู้มีความเป็นตัวกู ของกู ซึ่งมีฐานะสมมุติสูงกว่าเด็กหนุ่มคนนั้นโดยสิ้นเชิงในทุกด้าน
แม้กระทั่งการทำงานเด็กๆเช่นการนำเสนอโดยสื่อความคิดที่ขายอยู่ตามท้องตลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกแห่งหนึ่งซึ่งแพร่หลายในด้านการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ก็ต้องทำตามแบบแผนของเขาผู้นั้น ข้าพเจ้าถามตนเองด้วยขี้เลื่อยที่มีว่า มันมีด้วยหรือ ความผิดความถูก ไครเป็นคนตั้งว่าทำแบบนี้ผิดทำแบบนี้ถูก ทั้งๆที่เนื้อหาสาระโดยแท้จริงแล้วก็ทัดเทียมกัน
เด็กหนุ่มคนนั้นทำงานเพื่อแลกกับค่าสมมุติเพื่อช่วยให้มีเรี่ยวแรงต่อไปได้ในแต่ละวันโดยไม่มีเวลาคำนึงถึงการจัดการเวลามากนักเพราะไม่มีเวลาให้จัดการ การตื่นนอนแต่เช้าตรู่เป็นสิ่งที่กระทำได้ยากยิ่ง เพราะ เขานอนตอนตี 4 ตี 5 เมื่อเวลาเรียนสิ่งสมมุติเป็น 8 โมงเช้า เขาก็ไปสายหรือไม่ได้ไป หากเขาไปสายก็จะได้รับการว่ากล่าวจากผู้ใหญ่ที่มีอำนาจว่า ทำไมถึงมาสายล่ะครับ ? เมื่อคืนทำอะไรอยู่? ทีหลังตื่นให้เช้ากว่านี้นะครับ วิดพื้น 20 ก่อน
ด้วยความที่เขาเป็นเด็กซึ่งอ่อนเยาว์กว่า เขาก็วิดพื้น 20 ครั้ง ตามคำสั่งที่ผู้ใหญ่บอกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ด้วยความเหนื่อยล้าจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ เขามีอาการคล้ายจะเป็นลม เพราะกระเพาะอาหารของเขายังไม่ได้บดขยี้สิ่งอันใดเลย แขนเขาสั่นเทาในขณะนั่งเรียนสิ่งสมมุตินั้น เพื่อจำและวัดผลกันในวันสุดท้ายของการศึกษาสิ่งสมมุติเหล่านั้น
ขณะนั่งฟังเขาก็สงสัยจึงถามตนเองว่า ผู้ใหญ่ผู้นี้เมื่อครั้งอายุเท่ากับเขา เขาทำอะไร เขากินอะไร เขาได้สิ่งที่ทำให้เขาอยู่รอดได้อย่างไร ทำไมเขาถึงคิดว่าเขาถูกต้องทุกอย่าง ทำไมเขาต้องเอาตัวของเขามาวัดตัวของเรา เพียงเพื่อที่จะให้เราคิดว่าเขาสุดยอดอย่างนั้นหรือ ทำไมหนอเขาถึงไม่เอาตัวของเราตั้งแล้วให้เราลบออกด้วยตัวของเขา นี่คือสัจธรรมข้อหนึ่งเช่นกัน ที่เด็กหนุ่มผู้นั้นกำลังเผชิญอยู่ตลอดมา
แต่ไม่เพียงกระนั้น เด็กหนุ่มผู้นั้นได้ตั้งปณิธาณอันแน่วแน่ว่า เขาจะไม่เอาตัวเขาเป็นตัวตั้ง และเขาจะเคารพในการกระทำของทุกชีวิต แม้ว่าชีวิตนั้นๆจะไม่สามารถรับรู้ได้ในมโนธรรมได้ลึกซึ้งมากพอก็ตาม